WonderfulPerfect เว็บไซต์ศูนย์รวมคลินิกศัลยกรรม คลินิกความงาม นำเสนอบริการ ศัลยกรรมตา ศัลยกรรมจมูก ศัลยกรรมปาก ศัลยกรรมหน้าอก และอีกหลากหลายบริการศัลยกรรมที่น่าสนใจ พร้อมรีวิวจากลูกค้าจริง
VIP Member
THE KLINIQUE คลินิกที่ดูแลรักษาผิวพรรณ ร้อยไหม ยกกระชับ หน้าเรียว เลเซอร์หน้าใส ฉีดเสริมจมูก เสริมคาง ฟิลเลอร์ ฉีดเสริมจมูก ฟิลเลอร์ เสริมหน้าอก ทำตาสองชั้น eMatrix หลุมสิว Fracxel รอยคล้ำ หลุมสิว Gold Thread ดึงกระชับหน้า Ulthera ยกกระชับ vaser กำจัดไขมัน กำจัดขน เลเซอร์ ร้อยทอง ร้อยไหม ลบรอยสัก หน้าเรียวกระชับ เลเซอร์หน้าใส รักษาสิว
LINE ID: Amprohealth
ฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์คืออะไร ? เมื่อกล่าวถึงฟิลเลอร์เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินมาบ้าง เพราะฟิวเลอร์เป็นสารที่นำยมใช้ในการลดเรือนริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะบนใบหน้า หลายคนมีความเข้าใจว่าฟิวเลอร์ก็คือโบท็อก (Botox) แต่ที่จริงแล้วฟิวเลอร์มีความแตกต่างจากโบท็อก (Botox)


ฟิลเลอร์ (Filler) คือ สารเติมเต็มที่ประกอบด้วยสาร Hyaluronic Acid หรือที่เรียกว่า HA จัดเป็นสารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) เป็นองค์ประกอบที่มีอยู่ในผิวหนังและกระดูกอ่อนของคนเรา เมื่อนำสารประกอบ HA มาผสมเข้ากับน้ำสารดังกล่าวจะสามารถขยายตัวขึ้นและเปลี่ยนมาอยู่ในรูปของเหลวหรือเจล ที่มีลักษณะเป็นสารประกอบหนึ่งของคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวนั่นเอง

โบท็อก (Botox) คือ สารโบทูลินั่มทอกซินชนิด เอ (Botulinum toxin type A) มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนที่สร้างได้จากแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) โบท็อกซินเมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์โดยการเข้าไปจับที่บริเวณปลายของเซลล์ประสาท ส่งผลให้เซลล์ประสาทหยุดการหลั่งสารสื่อประสาทจากบริเวณปลายเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อมีการคลายตัว การฉีดโบท็อกใช้เพื่อทำให้ใบหน้ามีลักษณะที่เรียว ช่วยยกกระชับผิวหนังให้เต่งตึง ช่วยลดเหงื่อที่บริเวณใต้วงแขน
หลักการ เหตุผล และ ข้อมูลที่น่าสนใจ :
ชนิดของฟิลเลอร์
เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมามีการใช้ Dermal filler ในการเขข้ามาช่วยเติมเต็มให้กับผิวหนัง ต่อมาได้มีการพัฒนาฟิลเลอร์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการฟิลเลอร์ที่อยู่ได้นาน ซึ่งสามารถแบ่งชนิดของฟิลเลอร์ได้ตามคุณสมบัติดังนี้


1.ฟิลเลอร์แบบไม่ถาวร (Temporary Dermal Filler)
คือ ฟิลเลอร์ที่มีความคงตัวนานในร่างกายประมาณ 8-12 เดือน ฟิลเลอร์ชนิดนี้ทำการสกัดคอลลาเจนจาก Bovine (วัว) ดังนั้นผู้ที่ต้องการใช้ฟิลเลอร์ชนิดนี้จะต้องทำการทดสอบก่อนว่าแพ้สารที่มีอยู่ในวัวหรือไม่ เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการแพ้สารจากวัว ฟิลเลอร์ชนิดนี้ ได้แก่ Zyderm, Zyplast ซึ่งจัดว่าเป็นฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติเป็นคอลลาเจนที่มาจากธรรมชาติ ปัจจุบันฟิลเลอร์ชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากเมื่อเกิดอาการแพ้แล้วอาการจะมีความรุนแรงเป็นอันตรายสูง

2.ฟิลเลอร์กึ่งถาวร (Semi-Permanent Dermal Filler)
คือ ฟิลเลอร์ชนิดกึ่งถาวรที่ทำการเติมเต็มด้วยการฉีด อยู่ในกลุ่มของ Hyaluronic Acid (HA) เช่น Restylane, Hydrafill, Juvederm, Hylaform เป็นต้น ทำการสังเคราะห์จากเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) ซึ่งสารที่สกัดได้นี้จะมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยรักษาน้ำที่มีอยู่ในผิว ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้นและเต่งตึงกระชับมากขึ้น เมื่อฉีดแล้วมีกระจายตัวไปวยังบริเวณข้างเคียง สามารถอยู่ในร่างกายได้ประมาณ 2 ปี เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายแล้วฟิลเลอร์จะมีความปลอดภัยมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้น้อย

3.ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Dermal Filler)
คือ ฟิลเลอร์ชนิดถาวรที่เมื่อทำการฉีดเข้าสู่ร่างกายเพียงครั้งเดียวจะสามารถคงอยู่ได้ตลอดชีวิต ฟิลเลอร์ในกลุ่มนี้สามารถแบ่งได้ดังนี้
3.1 ฟิลเลอร์ชนิด Artecoll หรือ Artifill จัดเป็นสารในกลุ่ม Polymethyl methacrylate (PMMA) มีลักษณะคล้ายกับอะคริลิคหรือแผ่นเรียบที่ทำจากพลาสติกนั่นเอง
3.2 ฟิลเลอร์ชนิด Aquamid เป็น Plyacrylamide หรือที่รู้จักกันในชื่อพอลิเมอร์นั่นเอง
3.3 ฟิลเลอร์ชนิด Radiesse เป็น Calcium Hydro-xylaptide ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน ในประเทศไทยฟิลเลอร์ชนิดนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาใช้ในการศัลยกรรมได้ เนื่องจากยังไม่ผ่านมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาภายในประเทศ แม้ในต่างประเทศจะมีการรับรองแล้วก็ตาม

การเลือกใช้ฟิลเลอร์ว่าจะใช้ชนิดใดในการฉีดเข้าสู่ร่างกายก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์และความต้องการหรือจุดประสงค์ของผู้ป่วยด้วยว่าต้องการความคงอยู่ของฟิลเลอร์ยาวนานแค่ไหน การฉีดสารเติมเต็มเพื่อลดความลึกของร่องผิว เพิ่มความหนาให้กับผิวหนังได้มีการนำมาใช้ตั่งแต่ปี ค.ศ.1960 โดยมีการเริ่มจากแถบอเมริกา ยุโรปและข้ามมายังญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงแรกสารที่ใช้ในการฉีดคือ ซิลิโคนเหลว (Liquid Silicone) หลังนั้นประมาณ 20 ปีพบว่าการฉีดซิลิโคนเหลวจะไม่สามารถกำหนดตำแหน่งที่แน่นอนของซิลิโคนที่ฉีดเข้าไปได้ ก่อให้เกิดอาการบวมแดง อักเสบ มีลักษณะเป็นก้อนหรือไตเกิดขึ้นได้ และที่อันตรายก็คือซิลิโคนเหลวจัดเป็นสารที่สามารถก่อมะเร็งได้ สารซิลิโคนเหลวยังมีการลักลอบนำไปใช้ในหมู่ของหมอเถื่อนที่อยู่ในประเทศไทย เพราะว่ามีราคาที่ไม่สูงมาก สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย


ต่อมาได้มีการพัฒนานำสารฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid (HA) เข้ามาใช้ในการฉีดเข้าสู่ภายในร่างกาย แต่ว่าฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองจาก อย.เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ซึ่งก่อนที่จะทำการเลือกฟิลเลอร์เข้ามาฉีดต้องทำการศึกษาเสียก่อนว่าฟิลเลอร์ที่เลือกนั้นได้รับการรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมายของไทยหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ผ่านทางเว็ปไซต์ของคณะกรรมการอาหารและยา

จุดประสงค์ของการพัฒนาฟิลเลอร์เพื่อนำมาเติมเต็มร่องและริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้า เช่น ร่องที่บริเวณแก้ม ร่องที่บริเวณหน้าผาก หรือร่องน้ำหมาก (Marionette line) รวมถึงริ้วรอยที่เกิดขึ้นในร่องแก้ม (Nasolabiafold) รวมถึงการเพิ่มความหนาของริมฝีปากให้มีความหนามากขึ้น (Lip Augmentation) หรือการเพิ่มขนาดของแก้มให้มีอูมมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการฉีด Botox ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ แต่ไม่ได้ทำการพัฒนามาเพื่อใช้ในการเสริมจมูกให้มีความโด่งมากขึ้นหรือการเสริมคางให้มีความยาวมากขึ้นเหมือนที่แพทย์ชาวไทยใช้กัน ซึ่งใช้กันมายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งส่วนมากฟิลเลอร์ที่ใช้มักจะเป็นฟิลเลอร์ชนิดกึ่งถาวรที่สามารถสลายได้หลังจากฉีดไปแล้วประมาณ 2-3 ปี เนื่องจากฟิลเลอร์ชนิดถาวรนั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูงและต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องการฉีดอีกด้วย ซึ่งราคาของฟิลเลอร์ชนิดนี้จะอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 18,000 บาท ข้อเสียหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากาการฉีดฟิลเลอร์
การฉีดฟิลเลอร์ไปแล้วคนไข้สามารถที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมขนาดของฟิลเลอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ที่ทำการรักษาด้วย แต่การเสริมจมูกด้วยฟิลเลอร์นอกจากจะมีข้อดีหลายประการแต่ก็มีข้อเสียหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากาการฉีดฟิลเลอร์ได้ดังนี้

1.ตาบอด
การฉีดฟิลเลอร์ถ้ามีความผิดพลาดฉีดเข้าสู่เส้นเลือดแล้ว อาจจะส่งผลให้ตาบอดได้ เนื่องจากฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันเส้นเลือดทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงดวงตาส่งผลให้ตาบอดได้

2.ผิวหนังตาย
การฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่เส้นเลือดไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดดำหรือเส้นเลือดแดง นอกจากที่ทำให้มีความเสี่ยงในการตาบอดแล้วยังมีความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อตายเนื่องจากการขาดสารอาหารและออกซิเจนเช่นเดียวกับอาการตาบอด


อุปกรณ์ช่วยและการฉีดที่สามารถช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน
การสังเกตว่าร่างกายมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่ ให้สังเกตได้จากการลักษณะของสีผิวที่เกิดขึ้น คือ ถ้าฟิลเลอร์ไปอุดตันเส้นเลือดแดง ผิวหนังจะมีสีซีดขาว แต่ถ้าฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันเส้นเลือดดำผิวหนังจะมีลักษณะบวม แดงหรือม่วง ดังนั้นการตรวจสอบว่าอาการที่เกิดขึ้นมีอันตรายมากหรือน้อยต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยในทันที ถึงแม้ว่าความเสี่ยงในการฉีดฟิลเลอร์จะมีอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ว่าอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ที่ช่วยในการฉีดฟิลเลอร์ (Filler Supporter) เข้ามาช่วยในการฉีด ซึ่งอุปกรณ์ช่วยและการฉีดที่สามารถช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน คือ
พบกับโปรโมชั่นจากคลินิกความงามจากทั่วประเทศได้ที่นี่ และรับสิทธิพิเศษด้านศัลยกรรมความงามก่อนใคร อาทิเช่น ตาสองชั้น ดึงหน้า เสริมจมูก เสริมคาง เสริมหน้าอก ดึงคอ ทำปากบาง เย็บปีกจมูก ยกกระชับทรวงอก ตัดกราม เสริมโหนกแก้ม ศัลยกรรมถุงใต้ตา ผ่าตัดโพรงจมูก ยกหางตาตก ดึงหน้าผาก ทำปากกระจับ 3 มิติ แต่งปลายจมูก
WonderfulPerfect ศูนย์รวมคลินิกศัลยกรรม คลินิกความงาม ตอบทุกโจทย์ปัญหาผิวพรรณ ความงาม ปรับรูปลักษณ์ สร้างความมั่นใจ‎ LASER สลายไขมัน ลดสัดส่วน ในราคาถูกและดี มีคุณภาพ คัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ เพราะเราอยากให้คุณสวย หล่อ ปลอดภัย ใครๆก็เอื้อมถึง